ปานเจา(班昭)ยอดกัลยาณีจีน

         แม้จะมิได้มีรูปโฉมงามเลิศเยี่ยงไซซีและหวางเจาจิน แต่ปานเจาก็ปรากฏเกียรติคุณโด่งดังอยู่ในประวัติศาสตร์จีน  เพราะเป็นยอดกัลยาณีผู้เพียบพร้อมไปด้วยความรู้เป็นเลิศและประเสริฐด้วยจริยาวัตร หาผู้เสมอเหมือนมิได้

     ปานเจาเป็นคนรุ่นหลังหวางเจาจิน หนึ่งในสี่ยอดหญิงงามของจีนประมาณร้อยปี เธอมีชีวิตอยู่ในช่วง พ.ศ. 592 – 663 วงศ์ตระกูลเป็นขุนนางผู้ทรงความรู้ ปู่เป็นข้าหลวง ปานเปียว *1( 班彪 ) ผู้บิดาเป็นปราชญ์เชี่ยวชาญวิทยาการของลัทธิขงจื๊อและเป็นนักประวัติศาสตร์สำคัญคนหนึ่งของจีน ปานกู้ *2( 班固 ) พี่ชายคนโตเป็นบุคคลสำคัญในการเรียบเรียงพระราชพงศาวดาร “ฮั่นซู” ปานเชา *3( 班超 ) พี่ชายคนรองเดิมเป็นบัณฑิตผู้ทรงความรู้ แต่พออายุ 41 ได้วางปากกาจับอาวุธไปขยายอาณาเขตจีนด้านตะวันตก เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในการบุกเบิก “ทางสายไหม” อีกทั้งครอบครัวเพียบพร้อมด้วยทรัพย์สินและตำรับตำรา ปานเจาจึงเป็นหญิงที่ได้รับการศึกษาดี มีความรู้เลิศไม่แพ้ชายมาแต่เยาว์วัย ภูมิลำเนาของวงศ์ตระกูลเธออยู่อำเภออันหลิง เมืองฟูเฟิง ปัจจุบันอยู่ทางด้านตะวันออกเมืองเสียนหยาง มณฑลส่านซี

     พออายุ 14 ปี ปานเจาแต่งงานกับเฉาโซ่ว *4( 曹寿 ) คนบ้านเดียวกัน อยู่ด้วยกันไม่กี่ปี สามีก็ตายจาก มีบุตรด้วยกันสามคน ชายสองหญิงหนึ่ง เธอครองหม้ายพรหมจรรย์อย่างผุดผ่องมาตลอด เลี้ยงดูบุตรธิดาให้เป็นคนดีมีความรู้ ตนเองยังได้ค้นคว้าหาความรู้ตลอดมาจนเป็น “ปราชญ์หญิง” อันดับหนึ่งของจีน เธอได้สำแดงภูมิรู้ให้ปรากฏเลื่องลือด้วยการเรียบเรียงพระราชพงศาวดาร “ฮั่นซู”  *5(  汉书 ) ซึ่งพี่ชายและบิดาเขียนค้างไว้จนจบ ได้รับเชิญไปเป็น “พระอาจารย์” ของ “ฮองเฮา” และนางในของพระเจ้าฮั่นเหอตี้  *6( 汉和帝ครองราชย์ พ.ศ. 631 – 648) เป็นอาจารย์ผู้บรรยายวิชาประวัติศาสตร์ในราชวิทยาลัย แต่งบทวรรณกรรมทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองไว้เป็นอันมาก ที่สำคัญยิ่งคือ หนังสือ “นารีจริยา” อันเป็นตำราสอนจรรยาวัตรหญิงทำนองเดียวกับสุภาษิตสอนหญิงหรือกฤษณาสอนน้องของไทย

     หนังสือ “ฮั่นซู” เป็นพระราชพงศาวดารชุดที่สองของจีน ชุดแรกคือ “สื่อจี้” *7( 史记 ) ซึ่งซือหม่าเชียน  *8(司马迁, พ.ศ. 298 - ? ) เป็นผู้เรียบเรียง กล่าวถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงศักราชไท่ชู (พ.ศ. 439 – 442) ในรัชกาลพระเจ้าฮั่นอู่ตี้  *9(汉武帝,  พ.ศ. 402 – 456) แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (พ.ศ. 337 – 551)  เหตุการณ์หลังจากนั้นจนถึงราชวงศ์ฮั่นตะวันออกยังไม่มีพระราชพงศาวดารฉบับที่ถือว่าเป็นมาตรฐานได้

     ปานเปียวบิดาของปานเจามีปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะแต่งพระราชพงศาวดารฉบับมาตรฐานต่อจากสื่อจี้ จึงได้รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร โบราณวัตถุ ตลอดจนตำนานต่างๆ เรียบเรียง “สื่อจี้” ตอนต่อ แต่เขียนไปได้ 65 บท ก็ล่วงลับเสียก่อนเมื่อ พ.ศ. 597 ขณะนั้นปานกู้บุตรชายคนโตกำลังเรียนอยู่ที่ราชวิทยาลัยในนครลั่วหยาง เมืองหลวงของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เขารีบกลับมาจัดการศพและสืบสานปณิธานบิดา เอางานเขียนที่ค้างอยู่มายกร่างเรียบเรียงใหม่และเขียนตอนต่อ ในชื่อหนังสือว่า “ฮั่นซู” ซึ่งแปลว่า “พระราชพงศาวดารราชวงศ์ฮั่น”

     เมื่อปานกู้เริ่มเขียนฮั่นซูนั้น มีคนไปถวายฎีกาพระเจ้าฮั่นเหอตี้ว่า เขาแต่งพระราชพงศาวดารโดยพลการ ฮ่องเต้จึงทรงเรียกต้นฉบับไปดู กลับพอพระทัยสนับสนุนให้เรียบเรียงต่อ แต่ภายหลังปานกู้ได้รับภัยการเมือง ต้องโทษตายในคุก ร่างพระราชพงศาวดารฮั่นซูยังค้างอยู่สองบรรพ คือ บรรพดาราศาสตร์ และบรรพวงศาวลี ซึ่งกล่าวถึงสายสกุลของบุคคลสำคัญทั้งหมด

     ด้วยคุณค่าของส่วนที่เรียบเรียงแล้ว ทำให้ขุนนางและเหล่าบัณฑิตต่างกังวล เสียดาย เกรงต้นฉบับจะกระจัดกระจายหมด จึงถวายฎีกาให้ฮั่นเหอตี้ฮ่องเต้หาคนเรียบเรียงต่อให้จบ ฮั่นเหอตี้ทรงทราบมาว่า ปานเจาเป็นผู้รอบรู้ศิลปวิทยานานาแขนง แตกฉานทั้งดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์ และความรู้สาขาอื่นๆ จึงเรียกตัวปานเจาไปทำงานนี้ ทรงอนุญาตให้เธอใช้เอกสารในหอสมุดหลวงที่นครลั่วหยางได้ ปานเจาจึงทำงานนี้ได้สะดวก เธอเรียบเรียงส่วนที่ค้างอยู่ทั้งสองบรรพและปรับปรุงแก้ไขส่วนที่พี่ชายเรียบเรียงไว้แล้วจนเรียบร้อยสมบูรณ์

     เนื่องจากพระราชพงศาวดารชุดนี้เขียนด้วยภาษาแบบแผน กระชับลึกซึ้ง คนไม่มีพื้นฐานอ่านเข้าใจยาก ฮ่องเต้จึงทรงมอบหมายให้ปานเจาเป็นผู้อธิบายถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในพระราชพงศาวดารชุดนี้แก่บัณฑิตในราชวิทยาลัย นักประวัติศาสตร์และปราชญ์รุ่นหลังหลายคนก็เป็นศิษย์เธอ  เช่น หม่าหญง  *10( 马融 )

     นอกจากนี้ พระเจ้าฮั่นเหอตี้ยังทรงเรียกตัวปานเจาเข้าไปสอนศิลปวิทยาแก่เติ้งฮองเฮาพระมเหสีเอกและเจ้านายฝ่ายในทั้งปวง เติ้งฮองเฮาได้เป็นศิษย์เรียนทั้งวิชาคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ อักษรศาสตร์ ตลอดจนรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์กับปานเจา แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นผู้รอบรู้กว้างขวางอย่างยิ่ง เมื่อฮั่นเหอตี้สวรรคต ราชสมบัติตกแก่ราชโอรสวัยร้อยกว่าวัน พระราชชนนีเติ้งฮองไทเฮาเป็นผู้สำเร็จราชการ แต่ขณะนั้นก็มีพระชนมายุเพียง 25 – 26 พรรษา แม้จะเป็นผู้ใฝ่ความรู้แต่ประสบการณ์ยังน้อย ราชการงานเมืองและเรื่องสำคัญต่างๆ จึงต้องปรึกษาพระอาจารย์ปานเจาอยู่เสมอ เธอจึงอยู่ในฐานะที่ปรึกษาราชการคนสำคัญของนางพญาฮองไทเฮาในขณะนั้น ผลก็ปรากฏว่าได้ช่วยให้ราชการแผ่นดินเรียบร้อยดีตลอดมา

     ชาววังสมัยนั้นตั้งแต่เติ้งฮองไทเฮาลงมาล้วนเรียกขานปานเจาว่า “ต้ากู” *11( 大家 ) คำนี้แปลว่า “อภิสตรี” หรือ “มหานารี” หมายถึง หญิงผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความรู้และจริยาวัตรอันงาม

     ความที่แม่ดีมีส่วนเกื้อหนุนความก้าวหน้าของลูกไปด้วย เฉาเฉิง *12( 曹成 ) บุตรคนโตของปานเจาได้รับแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่ “กวนเน่ยโหว”  *13( 关内侯 ) ซึ่งอาจจะแปลเทียบเป็นไทยง่ายๆ ว่า “พระยาในด่าน” ภายหลังเฉาเฉิงก้าวหน้าในราชการถึงระดับเสนาบดี เฉากู่  *14(  曹谷 ) บุตรคนเล็กก็ได้เป็นเจ้าเมืองในส่วนภูมิภาค

     นอกจาก “ฮั่นซู” สองบรรพแล้ว ปานเจายังมีผลงานนิพนธ์อีกมากมาย เคยมีผู้รวบรวม “ชุมนุมนิพนธ์ต้ากู” ไว้สามเล่ม แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันกระจัดกระจายเหลืออยู่ไม่ครบ

     บทนิพนธ์ชิ้นเล็กๆ แต่มีความสำคัญมากบทหนึ่งของเธอคือ “หนี่ว์เจี้ย”  *15( 女诫 ) ซึ่งพอจะแปลเป็นชื่อไทยที่กะทัดรัดได้ว่า “นารีจริยา” เป็นเรื่องว่าด้วยจริยาวัตรอันควรของหญิง มี 7 บทสั้นๆ ใจความสำคัญกล่าวถึง “จริยาสี่” ของหญิง ทำนอง “เรือนสามน้ำสี่” ของไทย จริยาสี่ประกอบด้วย นารีลักษณ์ นารีพจน์ นารีกิจ และนารีธรรม จริยาสี่นี้ใช้เป็นมาตรฐานประเมินคุณค่าผู้หญิงจีนตลอดมาในยุคเก่า ปัจจุบันแม้จะลดความสำคัญลง แต่ก็ยังมีผู้ยึดถืออยู่ไม่น้อย 

     ในสมัยที่ปานเจาเขียน “นารีจริยา” ราชวงศ์ฮั่นใช้จริยธรรมขงจื๊อเป็นหลักในการปกครองแผ่นดิน ลักษณะเด่นประการหนึ่งของจริยธรรมขงจื๊อคือ หญิงมีฐานะต่ำต้อยด้อยกว่าชาย ต้องอยู่ในปกครองของชาย เมื่อเยาว์วัยอยู่ในโอวาทพ่อแม่ แต่งงานแล้วต้องอนุวัตรตามสามี สามีตายต้องอาศัยอยู่กับลูก ไม่มีอิสระในตัวเอง ทั้งถูกกวดขันจริยธรรมทางเพศมาก สามีตายจะต้องครองตัวเป็นหม้ายพรหมจรรย์ มีสามีใหม่หรือประพฤติเสื่อมเสียเรื่องชู้สาวไม่ได้เด็ดขาด ฐานะอันต่ำต้อยของหญิงนั้น บางยุคถึงกับถือว่า “ด้อยปัญญาคือคุณค่าของลูกผู้หญิง” เพราะหญิงมีปัญญาจะเจ้าความคิด ปกครองยาก

     หนังสือนารีจริยาของปานเจา แม้ไม่สนับสนุนคตินิยมที่ว่า “ด้อยปัญญาคือคุณค่าของลูกผู้หญิง” แต่ก็ยอมรับฐานะเป็นรองของผู้หญิง สอนให้หญิงเชื่อฟังสามี ช่วยเลี้ยงดูลูกด้วยความเสงี่ยมเจียมตน รักษาตัวมิให้มัวหมองต้องคำครหา ให้หนักแน่นอดทน ใช้ความสุขุมเยือกเย็นชนะใจสามี ตัวเธอเองก็ได้ประพฤติเป็นแบบอย่างในทุกๆ ด้าน แม้ตนจะมีความรู้เป็นเลิศ ก็มิได้โอ้อวดลำพอง ยังคงเสงี่ยมเจียมตนตามที่เธอสอนคนอื่นไว้

     จริยาวัตรของปานเจาที่ประทับใจคนรุ่นหลังมากอีกก็คือ ความเป็นน้องกตัญญู เรื่องมีอยู่ว่า ปานเชาพี่ชายของเธอไปรับราชการทหารอยู่ชายแดนตะวันตกตั้งแต่อายุ 41 ปี จนอายุ 70 ปี คนชราย่อมอยากกลับบ้านเดิม จึงถวายฎีกาขอกลับภูมิลำเนา ปานเจารู้ดีว่าราชสำนักต้องการคนเข้มแข็งเอาจริงเอาจังอย่างปานเชาไว้เป็นหลักอยู่ชายแดนมาก เกรงว่าจะไม่ได้รับอนุญาตให้คืนถิ่น จึงได้ถวายฎีกาของตน ทูลพรรณนาให้เห็นว่าปานเชาพี่ชายได้อุทิศแรงกายแรงใจไว้จนหมดสิ้นที่ชายแดนด้วยความจงรักภักดีต่อแผ่นดินมาถึง 30 ปี แต่บัดนี้แก่ชราเรี่ยวแรงเสื่อมถอย ยากที่จะแบกภาระอันหนักอยู่ชายแดนต่อไปได้ ขืนให้อยู่ต่อไปอาจทำราชการพลาดพลั้งเสียหายแก่แผ่นดิน จึงขอพระราชทานพระราชานุญาตกลับมาตายในมาตุภูมิ ฎีกาของปานเจาเปี่ยมด้วยเหตุผลและโวหารอันลึกซึ้งจับใจ ฮ่องเต้จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปานเชากลับภูมิลำเนาได้ ปานเชากลับมาอยู่สุขสบายที่บ้านได้เดือนเดียวก็ถึงแก่กรรม ผู้คนจึงแซ่ซ้องสดุดีผลงานกตัญญูต่อพี่ของปานเจามาก

     ในราวปี พ.ศ. 656 ปานเจาได้ทูลลาออกจากวัง กลับไปอยู่กับเฉากู่ บุตรชายคนเล็กที่เมืองเฉินหลิว ระหว่างทางเธอผ่านสถานที่สำคัญและทัศนียภาพอันงามมากมาย จึงได้แต่งกวีนิพนธ์ทำนองร้อยกรองบันทึกการเดินทางเรื่อง “ตงเจิงฟู่  *16(东征赋 , ร้อยกรองท่องตะวันออก)” ไว้ เป็นบทกวีที่มีชื่อเสียงบทหนึ่ง ซึ่งยังมีผู้ศึกษากันตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้

     ปานเจาถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 70 ปี พอข่าวมรณกรรมเธอมาถึงเมืองหลวง ผู้คนต่างพากันเศร้าโศกอาลัย เติ้งฮองไทเฮาเศร้าเสียดาย “ต้ากู” ของพระองค์มาก ทรงฉลองพระองค์ยาวไว้ทุกข์ให้ และส่งพนักงานหลวงไปจัดพิธีศพให้อย่างสมเกียรติ สะใภ้แซ่ติงของปานเจาเป็นผู้เขียน “คำสดุดีมหานารี” อ่านไว้อาลัยในการศพครั้งนั้น

     ปานเจาได้ใช้ชีวิตมีคุณค่าเกินคุ้มมาตลอดตั้งแต่เยาว์วัยตราบวาระสุดท้าย เป็นลูกที่ดี เป็นน้องที่ดี เป็นศรีภรรยา เป็นแม่ที่ดี ครูที่ดี และพลเมืองดี มีความรู้เป็นเลิศแต่เสงี่ยมเจียมตน จนกลายเป็นแบบฉบับของ “ยอดกัลยาณีจีน” มาตราบเท่าทุกวันนี้

**************************************************************

 

1 班彪  5 汉书 9 汉武帝 13 关内侯
2 班固 6 汉和帝 10 马融 14 曹谷
3 班超 7 史记 11 大家 15 女诫
4 曹寿 8 司马迁 12 曹成 16 东征赋

 

Last modified onวันพฤหัสบดี, 28 กรกฎาคม 2559 17:00